P i s a j * E l f View my profile

[KHR 8059 fiction] The Million Tears And The End

posted on 10 Jan 2011 15:37 by pisajelf
The Million Tears And The End
 
Chapter 1 Rest for the Beginning

 

Paring : 8059 (YamaxGoku)

Rate : PG-15

  

    รถคันหรูสีดำแล่นเข้ามายังถนนหน้าคฤหาสน์หลังงาม  ประตูบานใหญ่ที่ดูวิจิตรราวกับเป็นงานศิลปะมากกว่าที่จะเป็นเพียงประตูถูกปิดลงตามหลังทันทีด้วยระบบอัตโนมัติ  เด็กหนุ่มผู้ที่โดยสารบนรถคันนั้นมองมันค่อยๆปิดลงและกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดที่ว่า...ที่นี่ดูราวกับเป็นโลกอีกโลกหนึ่ง  โลกที่ประตูบานนั้นจะเป็นผู้รักษาความลับตลอดไป  ตราบเท่าที่โลกแห่งนี้จะรักษาความลับไว้ได้เช่นกัน

    ชายในชุดสูทคนหนึ่งทำหน้าที่เปิดประตูรถเมื่อเจ้าฟอร์ดคันงามจอดสนิท  เงาของคฤหาสน์สีขาวสะท้อนอยู่บนทุกส่วนที่ดำขลับและมันวาวของมัน
    ยามาโมโตะ ทาเคชิ ยิ้มให้ชายคนที่ทำหน้าที่เปิดประตูรถให้เขาอย่างเก้อเขิน  แน่นอนว่านี่ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่แปลกใหม่สำหรับคนอย่างเขา  และยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น  เสียงปังจากประตูรถอีกฝั่งก็ดึงยามาโมโตะให้หันไปยิ้มโง่ ๆ กับคนที่เพิ่งลงจากรถตามหลังเขาเพียงชั่วอึดใจ
    เด็กหนุ่มผมสีเงินไม่พูดโต้ตอบอะไร  หากแต่เดินเข้าไปเช็คกระเป๋าสัมภาระที่ท้ายรถอย่างรู้งานและมองตามชายในชุดสูทคนเดิมที่ตอนนี้ได้เปลี่ยนมาทำหน้าที่ถือสัมภาระให้พวกเขาแทน
“ไปกันเถอะ” โกคุเดระ ฮายาโตะ บอกกับอีกฝ่ายที่กำลังยืนมองหน้าเขาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้  ราวกับว่าเป็นเด็กเล็กๆที่หลงมาผิดที่ผิดทางยังไงยังงั้น  พอคิดแบบนั้นก็อดที่จะยุ่งยากใจไม่ได้...ไม่รู้ว่าเขากำลังทำเรื่องที่ผิดอยู่หรือเปล่า?  แต่พวกเขาทั้งสองก็ได้เดินทางมาไกลมากแล้ว ถนนสายนี้อาจจะไม่มีทางให้วกกลับได้อีก...
    ยามาโมโตะเดินตามเพื่อนรักของเขาเข้าไปในคฤหาสน์อย่างว่าง่าย  อันที่จริงตามนิสัยของอดีตนักกีฬาเบสบอลผู้แสนเป็นกันเองรายนี้  ถ้าเป็นสถานการณ์ปรกติก็คงจะเข้าไปช่วยชายในชุดสูทรายนั้นถือกระเป๋าโดยไม่รอช้า...อย่างน้อยนั่นก็เป็นสัมภาระของเขาเองล่ะ  แต่คนเราเมื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่คุ้นชินเช่นนี้ ก็คงยากที่จะทำตัวได้ตามปรกติ  ยามาโมโตะ ทาเคชิ เองก็ทำตัวไม่ถูกเช่นกัน
 
   “แกคิดอะไรอยู่?”
 
    “หา?”
 
    “ตอนอยู่บนรถ แกคิดอะไรอยู่?”
 
   ยามาโมโตะไม่ได้ตอบออกไปทันที  เขาเดินมองพื้นเงียบ ๆ...แล้วก็เปลี่ยนไปมองด้านหลังของชายในชุดสูทที่กำลังเดินถือสัมภาระนำหน้า  อีกอึดใจต่อมาก็พ่นลมออกจากจมูกเบาๆก่อนที่จะเริ่มต้นเปิดปาก
 
    “ฉันว่านายคงไม่อยากรู้แน่ ๆ”
 
    “รู้อะไรของแกวะ? ฉันเห็นสายตาแกตอนนั้น...อย่ามาปิดกันซะให้ยาก” โกคุเดระจ้องตาของอีกฝ่ายอย่างรู้ทัน
 
    “ฮะ ๆ ๆ ถ้างั้นก็มาให้จุ๊บทีแล้วจะบอก”
 
    “แก...ไอ้บ้าเบสบอล!” ฝ่ายโดนขอจุ๊บเงื้อหมัดขึ้นทำท่าจะต่อยใบหน้าทะเล้นของเจ้าคนเล่นไม่รู้เวร่ำเวลานั่นให้คว่ำ  แต่ก็ยังคุมอารมณ์ได้ทันแล้วเปลี่ยนเป็นตบหัวอีกฝ่ายเบา ๆ แทน เขาถลึงตามองยามาโมโตะพร้อมทั้งทำหน้าพยักเพยิดไปทางผู้ที่กำลังเดินนำหน้าพวกตนอยู่ 
 
    “ไม่ได้เจอหน้านายเกือบปีนึง...ฉันคิดถึงแทบแย่แน่ะรู้บ้างมั้ย?” คนกำลังโดนดุไม่ได้มีท่าทียี่หระหรือสะทกสะท้านแม้แต่น้อย  เขาดีใจที่ยังได้เจอหน้าเพื่อนรักคนนี้...ใช่ ตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขายังได้ชื่อว่าเป็นแค่เพื่อนกันอยู่  มันไม่แน่ชัดนัก  โกคุเดระไม่เคยพูดคำว่า ‘รัก’ กับเขาเลย  แต่เขาก็มั่นใจว่าความรู้สึกโหยหากันและกันก็ไม่ได้ทีแต่เขาที่รู้สึกเพียงฝ่ายเดียว   การได้ต่อปากต่อคำกับโกคุเดระก็เหมือนจะช่วยให้เขาผ่อนคลายลงจากอาการเกร็งได้เหมือนกัน “คิดถึงจังแฮะ...‘ไอ้บ้าเบสบอล’ ฮะ ๆ ๆ” สมทบประโยคด้วยการเลียนเสียงให้อีกฝ่ายโมโหเล่นซะอย่างนั้น
    วายุเช่นเขามีหรือจะยอมอ่อนข้อให้พิรุณง่าย ๆ  ถึงอีกฝ่ายจะพูดว่า ‘คิดถึง’ ออกมาแบบนี้ โกคุเดระ ฮายาโตะ ก็ไม่มีวันพูดว่า ‘คิดถึงเหมือนกันนะ’ ออกมาแน่ ๆ “รีบ ๆ เดินไปเถอะน่า อย่ามัวแต่พูดอะไรไร้สาระ!” คำตอบแบบนี้ก็ไม่ได้เกินความคาดหมายของยามาโมโตะเลย  โกคุเดระไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงอะไรอีกและเลือกที่ทำเป็นลืมคำถามเดิมไปเสีย เขาปรายตามองหน้าคนที่ยังยิ้มระรื่นอย่างหมั่นไส้เต็มแก่ 
 
    ทางเดินกระเบื้องขัดมันวับพาพวกเขาเดินมาสิ้นสุดที่หน้าประตูบานใหญ่บานหนึ่ง  โกคุเดระเคาะประตูสองสามก๊อกก็มีเสียงหนึ่งตอบออกมาจากในห้อง  เป็นเสียงที่พวกเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี

    “ยามาโมโตะ!” เด็กหนุ่มรูปร่างเล็กในชุดสูทดำผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินตรงไปยังอาคันตุกะผู้มาเยือน  เขาเรียกชื่อเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงยินดีอย่างยิ่ง
    “ไม่ได้เจอกันตั้งนาน นายดูดีขึ้นจมเลยนะ สึนะ!” ยามาโมโตะเองก็ดีใจไม่แพ้กัน  เขามองสำรวจเพื่อนไซส์เล็กคนนี้อย่างรวดเร็วและเห็นว่า  ดูดีขึ้นมากจริง ๆ ในด้านความภูมิฐานและการวางตัว  แต่ยังไงเสีย  คน ๆ นี้ก็ยังเป็น ‘สึนะ’ คนเดิม  เป็นนภาที่ทั้งอ่อนโยนและใจดี  เป็นนภาที่พร้อมจะปกป้องทุกสรรพสิ่ง  ฉายาในอดีตที่เคยถูกเรียกอย่างน่าขันว่า ‘เจ้าห่วยสึนะ’ จึงถูกทิ้งไว้ข้างหลังและเลือนหายไปตามกาลเวลา 
    “ดูดีอะไรกันน่ะ  แหะ ๆ  คนที่ดูดีขึ้นน่ะนายต่างหาก ยามาโมโตะ” สึนะยิ้มแหย  ยังไงเขาก็ไม่ชินกับการถูกชมเสียที “ฝึกดาบอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นยังไงบ้างล่ะ  ทางฉันเองก็ยังเรียนรู้อะไรได้ไม่เยอะนักหรอก” เขาหัวเราะ “ยังกลัวไปซะทุกอย่างอยู่เลย” สึนะเองก็เห็นว่าอีกฝ่ายดูดีขึ้นเช่นเดียวกัน  ในด้านพลังกายนั้นบ่งบอกออกมาจากรูปร่างที่ดูมีมัดกล้ามมากขึ้นจากที่เคยเจอกันครั้งสุดท้ายพอสมควรทีเดียว  เขาเองเสียอีกที่คิดว่ายังไม่ได้ทำอะไรที่สมกับเป็นบอสแห่ง ‘วองโกเล่แฟมิลี่’ สักเท่าไร
    “ฉันเชื่อว่านายต้องไปได้สวยแน่ สึนะ” ยามาโมโตะพูดจากใจจริง
สึนะหัวเราะเบาๆอย่างเก้อเขินก่อนที่จะรีบหาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อน “นายเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วนะ ยามาโมโตะ? ห้องเป็นยังไงบ้าง...ถ้านายอยากหาที่อยู่ข้างนอกมากกว่าฉันจะส่งคนออกไปหาให้เอง”
    “อื้อ...ก็ดี ฉันชอบห้องนะ” เขายักไหล่ “กว้างกว่าที่บ้านฉันตั้งเยอะ ฮะ ๆ ๆ”
    “อย่างนั้นเหรอ” นภายิ้มกว้าง เขาเชื้อเชิญให้ทั้งพิรุณและวายุ (ซึ่งเอาแต่ยืนขมวดคิ้วใส่ผู้มาเยือนอยู่นานแล้ว) มานั่งคุยกันที่ชุดโซฟากลางห้อง  กาแฟ 3 ถ้วยถูกนำมาเสิร์ฟอย่างรู้งาน
 
    เพือนรักทั้งสามต่างคุยกันถึงเรื่องราวต่าง ๆ รวมทั้งเรื่องเมื่อเกือบ 1 ปีก่อน... 

    หลังจากจบการศึกษาชั้นมอปลายปีสาม  ทุก ๆ คนต่างก็กระทำหน้าที่ ๆ แตกต่างกันออกไป  สึนะใช้เวลาอยู่ที่นามิโมริไม่ถึงเดือนก็ได้เดินทางมาทำหน้าที่ของ รุ่นที่ 10 ยังอิตาลี  แน่นอนว่าโกคุเดระก็มาด้วย  ส่วนฮิบาริ...เขาเห็นว่าช่วงนั้นใช้เวลาอยู่กับดีโน่ซังเป็นส่วนใหญ่  ซึ่งพอรู้ตัวอีกทีเขาก็ได้ยินว่า 2 คนนั้นมาอยู่ที่อิตาลีเสียแล้ว  โคลมและมุคุโร่เองก็เช่นกัน  เขาไม่รู้ข่าวคราวของ 2 คนนี้เลยในช่วงเวลานั้น และมารู้อีกทีก็เมื่อได้ยินว่ามาอยู่ทางนี้แล้วเช่นเดียวกัน -- ทางด้านรุ่นพี่ซาซางาวะ เรียวเฮ ก็ดูเหมือนจะมีเรื่องให้ตกใจมากที่สุด  รุ่นพี่กับเพื่อนสนิทของซาซางาวะ เคียวโกะ ที่ชื่อว่า ฮานะ ได้ตกลงเป็นคนรักกัน!  เขาเองก็ยินดีด้วยและคิดว่าทั้งคู่เหมาะสมกันจริง ๆ ...แต่เขาก็ได้เห็น 2 คนนี้ใช้เวลาด้วยกันไม่นานนัก  รุ่นพี่จำต้องย้ายมายังอิตาลีเช่นเดียวกับพวกสึนะ  และในที่สุดก็มีเพียงเขาที่เริ่มงานได้ล่าช้ากว่าใคร ๆ  ยามาโมโตะได้ใช้เวลาเกือบ 1 ปีในการฝึกเพลงดาบอยู่ที่ญี่ปุ่น
 
    “แรมโบ้ อี้ผิง มิอุระ แล้วก็ซาซางาวะ สบายดี” ยามาโมโตะพูดยิ้มๆ เขาหมายถึงแรมโบ้กับอี้ผิงที่กำลังเรียนอยู่ชั้นประถม และมิอุระ ฮารุ กับ ซาซางาวะ เคียวโกะ ที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย “อี้ผิงน่ะ  ตอนนี้เห็นว่าอยากจะทำงานพิเศษเก็บเงินเรียน  อายุเท่านี้ก็รู้จักคิดถึงอนาคตแล้วนะ... แต่กฎหมายไม่ให้จ้างนักเรียนประถม  อี้ผิงก็เลยยังทำงานที่ไหนไม่ได้  พ่อของฉันก็เลยให้มา ช่วย งานที่ร้านซูชิแทน  ฮะ ๆ ๆ” เขาเล่าอย่างสื่อความหมาย
    ทั้งสองคนรู้ดีว่ายามาโมโตะหมายถึงอะไร “พวกเขาทุกคนสุดยอดอยู่แล้วล่ะ” สึนะว่าอย่างอารมณ์ดีราวกับพ่อที่ภูมิใจในตัวลูก ๆ...ทุกคนดูจะมีความสุขที่ได้เดินตามทางของตัวเอง  แต่ทว่า...ตัวเขากลับดึงให้พวกโกคุเดระเข้ามาลำบากในวงการมาเฟีย  “ขอโทษนะ…” เมื่อคิดได้ดังนั้นท่าทีของผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและบอสก็สลดลงไป “โกคุเดระคุงหัวดี...ไม่น่าจะต้องมาตามดูแลคนอย่างฉันเลย  ยามาโมโตะเองก็ควรจะได้เป็นนักเบสบอลอาชีพแท้ ๆ”
    “รุ่นที่ 10 อย่าพูดแบบนั้นสิครับ!” มือขวาผู้ภักดีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้กำลังใจ “ไม่ว่ารุ่นที่ 10 จะไปที่ไหน ผมก็จะขอติดตามไปด้วยทุก ๆ ที่...มันเป็นความเต็มใจของผมเองครับ!”
    “ฉันเลือกทางเดินแล้ว...สึนะ  และมันก็เป็นทางนี้  ฉันเลือกอุทิศชีวิตเพื่อปกป้องเพื่อนไปแล้ว” ยามาโมโตะสมทบ  ทว่า  น่าขำที่แวบหนึ่งเขาเกิดนึกลังเลขึ้นมา  เพียงเพราะ...คำพูดของวายุประโยคก่อนหน้านี้  ใช่...ชีวิตของนายเป็นของสึนะ... เขาคิด
 
    แต่ชีวิตของฉันจะเป็นของนาย...โกคุเดระ
 
    ยามาโมโตะ ทาเคชิ ไม่ใช่พ่อพระขนาดที่ทนทำใจให้นิ่งเป็นผืนน้ำยามสงบได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเวลาที่คนที่เขาแคร์ที่สุด  แสดงออกว่าแคร์ใครคนอื่นมากเพียงใด  และคน ๆ นั้นก็ไม่เคยเป็นเขา
 
    แต่นั่นก็เป็นเพียงความรู้สึกลึก ๆ ส่วนตัวของผู้พิทักษ์แห่งพิรุณ  เขารักเพื่อน ๆ ทุกคน  และมีสติพอที่จะแยกความรู้สึกเหล่านั้นได้
 
    “ฉัน...ฉันขอโทษนะ  อา...แย่จริง ๆ เลย  ฮะ ๆ ๆ” สึนะยิ้มเจื่อนพลางหัวเราะแบบที่ดูออกง่าย ๆ ว่ามันไม่เป็นธรรมชาติ “ฉันเนี่ย ทำยังไงก็ไม่เข้มแข็งขึ้นสักทีเลยนะ...ผิดกับพวกนายเลย”
ยามาโมโตะและโกคุเดระสังเกตเห็นน้ำใส ๆ ที่ปริ่มออกมาจากขอบตาของนภา
 
   “เพราะงั้น...ฉันถึงต้องเรียนรู้จากพวกนายเยอะ ๆ  ช่วยอยู่ข้าง ๆ ฉันต่อไปเหมือนเดิมก็แล้วกันนะ”
 
   “แน่นอนครับรุ่นที่ 10!”
 
   “โอ๊ส...ไว้ใจได้เลย สึนะ!”
 
   แล้วเพื่อนรักทั้ง 3 ก็พากันหัวเราะร่าให้กันและกัน


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


    ลมเย็น ๆ พัดพาเอากลิ่นใบไม้สดหอม ๆ เข้ามาทางหน้าต่าง  ผู้พิทักษ์แห่งพิรุณหันไปมองยังที่มาของสายลมนั้น  แล้วก็พบว่าเป็นโกคุเดระนั่นเองที่กำลังเปิดหน้าต่างในห้องของเขาอยู่
   
    คงกลัวว่าเขาจะร้อนเสียล่ะมัง  ยามาโตะคิดเข้าข้างตัวเอง  แต่เอ...เครื่องปรับอากาศก็มีนี่นา  บางทีโกคุเดระอาจจะแค่ต้องการประหยัดงบวองโกเล่ก็ได้  ว่าแล้วเจ้าหนุ่มอารมณ์ดีก็หัวเราะน้อยๆให้กับความคิดของตัวเอง
 
    “ขำอะไร?” ผู้ที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาหันมาทำหน้านิ่วใส่
    “เปล่า...” ยามาโมโตะตอบกลั้วหัวเราะ “แค่คิดว่านายนี่น่ารักจัง!  อุตส่าห์เปิดหน้าต่างให้ด้วย” รอยยิ้มร่าเริงของเขาดูเหมือนจะกลายเป็นก้อนขี้หมาน่ารังเกียจที่เพิ่งปาใส่อีกฝ่ายอย่างจัง
    “ไอ้บ้า!  ฉันแค่ชอบให้...เอ้อ...แค่ชอบให้พวกลูกน้องประหยัดงบค่าไฟ  ก็เท่านั้นเอง!” นั่นปะไร...เถียงข้าง ๆ คู ๆ ได้เข้าทางอีกฝ่ายเสียเหลือเกิน โกคุเดระ ฮายาโตะ “แกก็ไม่มีข้อยกเว้น!” ประโยคจริง ๆ ที่เกือบจะหลุดปากออกมาตอนแรกนั้น  เขาตั้งใจจะบอกว่าเขาชอบเปิดหน้าต่างให้ลมเย็น ๆ พัดเข้ามามากกว่า  ซึ่งมันจะเย็นสบายยิ่งกว่าการเปิดเครื่องปรับอากาศเสียอีก  แต่เรื่องอะไรเขาจะต้องบอกไอ้บ้าเบสบอลสมองถั่วนี่ด้วยล่ะ!  เดี๋ยวมันก็พาลคิดไปเองว่าเขาเอาใจใส่เป็นห่วงเป็นใยกันพอดี
    ยามาโมโตะหัวเราะชอบใจกับปฏิกิริยาของคนปากไม่ตรงกับใจ  เขาเดินเข้าไปประชิดตัวโกคุเดระแล้วสวมกอดจากด้านหลัง “น่า...ฉันเองก็ชอบให้ลมพัดเข้ามามากกว่านะ  มันสบายดี   กลิ่นต้นไม้ดอกไม้แถวนี้ก็หอมเสียด้วย” ทางด้านนายคนนี้ก็เอ่ยปากออกมาราวกับว่าเขารู้ทกซอกทุกมุมในจิตใจของคนที่ตนรักยังไงยังงั้น
    โกคุเดระฮึดฮัดอยู่ในอ้อมแขนของเจ้าคนแสนรู้  น่าแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่คราวนี้เขาไม่ผลักไสอีกฝ่ายออก  ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะ...วายุเองก็โหยหาอ้อมกอดอันคุ้นเคยซึ่งไม่ได้สัมผัสมานานนับปีเช่นเดียวกับพิรุณคนนี้
    “ที่บ้านฉันน่ะ...ก็ชอบเปิดหน้าต่างบนห้องแบบนี้แหละ  มันทำให้นึกถึงนายอยู่ตลอดเวลา...” ประโยคหลังถูกเอ่ยออกมาจากปากพิรุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา...อ่อนโยนราวกับสายฝนพรำ  เขาซุกหน้าลงไปกับซอกคอนวลเนียนของวายุที่ตอนนี้แทบจะหลอมละลายลงไปกับน้ำเสียงนั้นและการกระทำนั้น
    “ไม่ต้องมาพูดอะไรน้ำเน่ากับฉันหรอก  ปล่อย...” โกคุเดระผลักและดันอ้อมแขนที่โอบกอดเอวของเขาอยู่อย่างไม่จริงจังนัก  ปลายเสียงที่โต้ตอบออกไปนั้นสั่นเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุมได้
 
    ผ้าม่านโปร่งสีขาวสะบัดพลิ้วไปตามแรงลมเอื่อย ๆ ยามเย็น  แสงสีส้มจากอาทิตย์อัสดงทาบทับผนัง...พื้นพรม...เฟอร์นิเจอร์อย่างดี...และทุก ๆ ส่วนภายในห้อง 6 เหลี่ยมแห่งนี้  ไม่เว้นแม้แต่ร่าง 2 ร่างที่กำลังพัวพันกันและกันซึ่งราวกับว่า...ทั้งสองกำลังจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกันในอีกวินาทีใดวินาทีหนึ่งข้างหน้า
    ยามาโมโตะถอดโอเวอร์โค้ทของตัวเองออกและปล่อยให้มันกองระเกะระกะอยู่อย่างนั้น  เขาเริ่มต้นช่วยถอดสูทให้กับอีกฝ่ายบ้าง  ซึ่งก็ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจจึงสามารถถอดเชิ้ตสีแดงตัวในสุดออกไปได้
    แสงสีส้มจากนอกหน้าต่างทาบทับลงมายังเรือนร่างท่อนบนที่ไร้อาภรณ์ของวายุ  ภาพที่สวยงามเกินกว่าจะนึกฝันนี้ได้สะท้อนอยู่ในดวงตาทั้งคู่ของพิรุณ  ผู้หมายจะครอบครองทั้งกายและใจจากคนที่เขาได้ตัดสินแล้ว...ว่าเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดในชีวิต
    เขาวางสายตาลงไปทุกหนทุกแห่งบนอณูร่างกายของอีกฝ่าย  ราวกับต้องการที่จะบันทึกภาพตรงหน้านี้เอาไว้ตลอดไป
 
    ผิวกายสีขาวละเอียดนั้